ผู้เขียน หัวข้อ: ทัวร์ตุรกี ณ พระราชวังทอปกาปี  (อ่าน 154 ครั้ง)

ออฟไลน์ goten

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 83
  • ชอบกด Like+ 0
  • ใช้งานล่าสุด :20 กันยายน 2019, 15:16:09
  • Thanks You welovethailand.com
พระราชวังทอปกาปี (Topkapi Saraiy) Saraiy) เป็นที่ประทับของสุลต่านเป็นเวลายาวนานกว่า 3 ศตวรรษ สร้างโดยสุลต่านเมห์เม็ตที่ 2 หรือ สุลต่านเมห์เหม็ดผู้ชนะ'(MEHMET THE CONQUEROR) ที่อาณาจักรออตโตมัน เมื่อปี ค.ศ. 1478 ท่านทรงโปรดให้สร้างพระราชวังทอกาปิขึ้นบนจุดซึ่งสามารถมองเห็นช่องแคบบอสฟอรัส โกลเด้นฮอร์น รวมทั้งสมุทรมาณืมาราได้อย่างแจ่มแจ้ง ในยุคสุลต่านสุไลมาน ได้มีการเพิ่มเติมพระราชวังที่นี้โดย “ซีนาน” (Sinan) คนเขียนแบบนามแพร่หลายที่ประเทศตุรกี อันเป็นต้นเหตุของงานสถาปัตยกรรมแบบ “ออตโตมันคลาสสิก” เยอะมากๆ

พระราชวังทอปกาปิ ในสมัยก่อนเป็นที่ประทับของสุลต่านที่วงศ์สกุลออตโตมันหลายท่าน เมื่อพระราชาธิราชซาตานมุที่ 2 (คริสต์ศักราช1808-1839) สวรรคตลง นับเป็นสุลต่านองค์ท้ายที่สุดที่ทรงประทับอยู่ตรงนี้ เนื่องจากต่อจากนั้นสุลต่านทุกองค์ก็นิยมที่จะประทับอยู่ที่พระราชวังสไตล์ ยุโรปที่โดลมาบาชเช่ร่วมกันทั้งมวล

ในอดีตกาลพระราชวังทอปกาปีเคยเป็นสถานที่ฝึกฝนเจ้าขุนมูลนายทหารรับใช้ของสุลต่านชาวประเทศตุรกี ซึ่งคัดเด็กๆคริสเตียน(พวกนอกศาสนา)มาสอนให้เป็นเติร์กและก็เชื่อในศาสนาอิสลาม ถัดมาเมื่อขุนทหารกลุ่มนี้ออกมารับราชการยิ่งใหญ่ในวังก็แปลงเป็นหอก ข้างแคร่ และก็ในบางสมัยก็ร่วมก่อการเปลี่ยนแปลงรัฐประหารเลยด้วย ท้ายที่สุดสุลต่าน 'ซาตานมุทที่ 3' ก็ตกลงใจยุบระบบเจ้าขุนมูลนายทหารรับใช้ซึ่งยืนยงมากมายว่า 350 ปีนี้ลง แล้วก็ปฏิวัติระบบการจัดการทหารในประเทศเสียใหม่ โดยการนำการจัดกองทัพแบบยุโรปมาใช้

ปัจจุบันนี้พระราชวังทอปกาปี เปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑสถานสถานที่แห่งชาติเมื่อปี ค.ศ. 1924 แบ่งได้เป็น 3 ส่วนเป็น พระราชวังชั้นนอก, พระราชวังชั้นใน แล้วก็ฮาเร็ม ในสมัยก่อนด้านในพระราชวังนี้จะมีข้าราชสำนักปฏิบัติงานกันอยู่ราวๆ 5 พันคน ก็เลยมีภาวะเหมือนเมืองที่สลับซับซ้อนอยู่ในเมืองอีกชั้นเยี่ยม ตัวพระราชวังนั้นได้รับการตกแต่งอย่างงดงามในสมัยที่จักรวรรดิออตโตมาน รุ่งโรจน์ถึงจุดสูงสุด

โดยพื้นที่นำเสนอออกเป็นหลายส่วนร่วมกัน เช่น ส่วนโรงห้องครัว มีเครื่องครัวโบราณเยอะแยะ ทั้งๆที่กระเป๋านเครื่องถ้วยชาม เครื่องลายคราม เครื่องใช้ประเภทโลหะ อื่นๆอีกมากมาย รวมถึงภาพวาดเกี่ยวกับการปรุงอาหารโบราณกาล

ห้องท้องพระคลัง ซึ่งเป็นห้องที่มีชื่อเสียงและก็เป็นที่พึงพอใจของนักเดินทางอย่างยิ่งก็คือ ห้องท้องพระคลังอันเป็นที่เก็บโภคทรัพย์รวมทั้งวัตถุล้ำค่าจำนวนมาก ในขณะรอบๆระเบียงข้างหลังห้องท้องพระคลังเป็นจุดสำหรับชมวิวคุณภาพดี ที่มองออกไปมองเห็นวิวเมืองอิสตันบูลใน 2 ฝั่งทวีป เป็นฝั่งยุโรปแล้วก็ฝั่งทวีปเอเชีย ได้อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งแบ่งการจัดแสดงออกเป็น 3 ห้องเป็น

ห้องแรก เก็บพวกเสื้อผ้าชุดโบราณของกษัตริย์อันสวย เก็บอาวุธโบราณต่างๆที่ไม่ใช่อาวุธแบบยุคหิน แม้กระนั้นเป็นอาวุธแบบอาหรับที่มากไปด้วยความสวยแล้วก็มีชีวิตชีวายิ่งนัก

ห้องลำดับที่สอง เก็บพวกเครื่องเพชรพลอย สร้อย กำไล ตุ้มหู แล้วก็เพชรพลอยมากไม่น้อยเลยทีเดียว รวมทั้งที่สำคัญที่สุดเป็น “กริชที่ทอปกาปิ” (Topkapi Dagger) วัตถุโบราณชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งที่ประเทศตุรกี ด้ามกริชประดับโดยการใช้มรกตน้ำสวย ฝักทำจากทองคำเสริมแต่งเพชร กึ่งกลางฝังเพชรนิลจินดาแล้วก็มุกทำเป็นรูปตะกร้าดอกไม้

กริชที่ทอปกาปิ ผลิตขึ้นในยุคศตวรรษที่ 18 เพื่อเป็นของกำนัลแก่อาณาจักรออตโตมัน โดยต้องการจะมอบให้กับทุ่งนาดีร์ชาร์ ที่อิหร่าน แม้กระนั้นทุ่งนาดี ซาร์ ถูกโค่นอำนาจลงซะก่อนที่กำลังจะได้ถือครองกริชเล่มนี้ ซึ่งเดี๋ยวนี้นับว่าเป็นดารานำชายของพระราชวังที่นี้ทีเดียว

ห้องลำดับที่สาม นำเสนอเครื่องเพชรพลอย อัญมณีมาก ที่น่าดึงดูดสำหรับคนประเทศไทย เป็น ตรามหาจักรีที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเชิญมามอบแก่สุลต่านอับดุลฮามิดที่ 2 สำหรับในการเสด็จฯ เจริญรุ่งเรืองมิตรสัมพันธ์ระหว่างไทย-ประเทศตุรกี เมื่อปี ค.ศ. 1891

สิ่งที่น่าดึงดูดในห้องนำเสนอที่ 3 เป็น “เพชรของช่างทำช้อน” (The Spoon Maker’s Diamond) ที่เป็นอีกหนึ่งเครื่องหมายที่พระราชวังทอปกาปิ เพชรของช่างทำช้อนมีขนาด 86 กะรัต เจียระไนเป็นรูปดอกกุหลาบ 49 เหลี่ยม มีตำนานเกี่ยวกับ เพชรของช่างทำช้อนว่า เพชรเม็ดนี้ นายทหารประเทศฝรั่งเศสคนหนึ่งชื่อ ปิโกต์ (Pigot) ซื้อมาจากเจ้าผู้ครองนครเมืองปัญจาบในประเทศอินเดีย เมื่อปี ค.ศ. 1774 แล้วนำกลับสู่ประเทศฝรั่งเศส ก่อนที่จะเปลี่ยนมือผู้ครอบครองไปเรื่อยจนกระทั่งสุดท้ายมาตกอยู่สำหรับการครองของแม่พระผู้เป็นเจ้านโปเลียน โบทุ่งนาขว้างร์ต กษัตริย์ผู้มีอิทธิพลที่ประเทศฝรั่งเศส พระนางได้ขายเพชรให้แก่นายพลเทเปเดเลนลิ อาลี (Tepedelenli Ali Pasha) ที่อาณาจักรออตโตมัน แม้กระนั้นต่อจากนั้น นายพลท่านนี้กลับถูกทำโทษประหารในปี ค.ศ. 1840 โคตรเพชรเม็ดนี้ก็เลยถูกยึดให้เป็นทรัพย์สมบัติของราชสำนักออตโตมันไปโดยปริยาย

ที่มา : ทัวร์ตุรกี